ข้ามไปเนื้อหาหลัก

แนวข้อสอบ กว. Construction Management พร้อมเฉลย

ชุดซ้อมหัวข้อนี้ 25 ข้อ · ใน 1 ชุด · เฉลยพร้อมคำอธิบายทุกข้อ

หัวข้อ “Construction Management” เป็นส่วนหนึ่งของการสอบใบอนุญาตภาคีวิศวกร (กว.) บน TUE.expert มีข้อซ้อมหัวข้อนี้ 25 ข้อ อยู่ใน 1 ชุดซ้อม ด้านล่างคือตัวอย่าง 5 ข้อ พร้อมเฉลยและคำอธิบาย ลองตอบเองก่อน แล้วกด “ดูเฉลย” ใต้แต่ละข้อเพื่อตรวจคำตอบ

ตัวอย่างข้อสอบ Construction Management 5 ข้อ

  1. 1. ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ สัญญาก่อสร้างโดยทั่วไปจัดเป็นสัญญาประเภทใด

    • A. สัญญาจ้างทำของ ซึ่งผู้รับจ้างตกลงทำงานให้แล้วเสร็จและผู้ว่าจ้างตกลงจ่ายสินจ้างเพื่อผลสำเร็จของงานนั้น
    • B. สัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาด ซึ่งกรรมสิทธิ์ในสิ่งปลูกสร้างโอนไปยังผู้ว่าจ้างทันทีที่ทำสัญญา
    • C. สัญญาฝากทรัพย์ ซึ่งผู้รับเหมามีหน้าที่เพียงดูแลรักษาสถานที่ก่อสร้างแทนเจ้าของงาน
    • D. สัญญายืมใช้คงรูป ซึ่งผู้รับเหมามีสิทธิใช้ประโยชน์ในที่ดินของเจ้าของงานระหว่างก่อสร้าง
    ดูเฉลย

    คำตอบ: ข้อ A — สัญญาจ้างทำของ ซึ่งผู้รับจ้างตกลงทำงานให้แล้วเสร็จและผู้ว่าจ้างตกลงจ่ายสินจ้างเพื่อผลสำเร็จของงานนั้น

    สัญญาก่อสร้างเข้าลักษณะสัญญาจ้างทำของตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ที่ผู้รับจ้างมีหน้าที่ทำงานให้แล้วเสร็จและผู้ว่าจ้างจ่ายสินจ้างเพื่อผลสำเร็จของงาน ไม่ใช่สัญญาซื้อขาย ฝากทรัพย์ หรือยืมใช้คงรูปตามตัวเลือกอื่น

  2. 2. เหตุผลสำคัญที่สุดที่ผู้รับเหมาหลายรายรวมตัวกันจัดตั้งกิจการร่วมค้า (Joint Venture) เพื่อประมูลงานก่อสร้างขนาดใหญ่คืออะไร

    • A. เพื่อหลีกเลี่ยงการเสียภาษีนิติบุคคลตามกฎหมาย
    • B. เพื่อรวมศักยภาพด้านเงินทุน เครื่องจักร บุคลากร และประสบการณ์ให้เพียงพอต่อคุณสมบัติและความเสี่ยงของโครงการขนาดใหญ่
    • C. เพื่อให้สามารถเสนอราคาต่ำกว่าคู่แข่งได้โดยไม่ต้องคำนึงถึงต้นทุน
    • D. เพื่อลดจำนวนผู้รับเหมาที่เข้าร่วมประมูลในตลาดให้น้อยลง
    ดูเฉลย

    คำตอบ: ข้อ B — เพื่อรวมศักยภาพด้านเงินทุน เครื่องจักร บุคลากร และประสบการณ์ให้เพียงพอต่อคุณสมบัติและความเสี่ยงของโครงการขนาดใหญ่

    การร่วมค้าช่วยให้ผู้รับเหมาแต่ละรายที่อาจมีศักยภาพไม่พอรายเดียว สามารถรวมทรัพยากรและกระจายความเสี่ยงเพื่อให้มีคุณสมบัติผ่านเกณฑ์และรับความเสี่ยงของโครงการขนาดใหญ่ร่วมกันได้ ไม่ใช่เพื่อหลีกเลี่ยงภาษีหรือฮั้วประมูลตามตัวเลือกอื่น

  3. 3. ข้อใดกล่าวถึงการจัดสรรความเสี่ยงด้านปริมาณงาน (quantity risk) ระหว่างสัญญาราคาต่อหน่วย (Unit Price) กับสัญญาราคาเหมารวม (Lump Sum) ได้ถูกต้องที่สุด

    • A. ในสัญญาราคาต่อหน่วย เจ้าของงานเป็นผู้แบกรับความเสี่ยงจากปริมาณงานจริงที่เปลี่ยนแปลงไปจากที่ประมาณการไว้ เนื่องจากจ่ายเงินตามปริมาณที่วัดได้จริง
    • B. ในสัญญาราคาต่อหน่วย ผู้รับเหมาเป็นผู้แบกรับความเสี่ยงด้านปริมาณงานทั้งหมด เนื่องจากต้องรับผิดชอบปริมาณที่ระบุในสัญญา
    • C. ในสัญญาราคาเหมารวม เจ้าของงานยังคงต้องจ่ายเพิ่มหากปริมาณงานจริงมากกว่าที่ประมาณการไว้ในแบบ
    • D. ทั้งสองรูปแบบสัญญาจัดสรรความเสี่ยงด้านปริมาณงานให้ผู้รับเหมาเท่ากัน ไม่มีความแตกต่าง
    ดูเฉลย

    คำตอบ: ข้อ A — ในสัญญาราคาต่อหน่วย เจ้าของงานเป็นผู้แบกรับความเสี่ยงจากปริมาณงานจริงที่เปลี่ยนแปลงไปจากที่ประมาณการไว้ เนื่องจากจ่ายเงินตามปริมาณที่วัดได้จริง

    สัญญาราคาต่อหน่วยจ่ายเงินตามปริมาณงานที่วัดได้จริง เจ้าของงานจึงรับความเสี่ยงด้านปริมาณ ผู้รับเหมารับเพียงความเสี่ยงด้านราคาต่อหน่วย ส่วนสัญญาเหมารวมกำหนดราคารวมตายตัวทำให้ผู้รับเหมาต้องรับความเสี่ยงด้านปริมาณงานเอง

  4. 4. สัญญาราคาเหมารวม (Lump Sum Contract) เหมาะสมที่สุดกับโครงการลักษณะใด

    • A. โครงการที่มีแบบและขอบเขตงานชัดเจนสมบูรณ์ก่อนเริ่มก่อสร้าง
    • B. โครงการที่ยังไม่ทราบปริมาณงานแน่นอนและต้องเร่งเริ่มก่อสร้างก่อนออกแบบเสร็จ
    • C. โครงการวิจัยพัฒนาที่มีการเปลี่ยนแปลงขอบเขตงานบ่อยครั้ง
    • D. โครงการที่เจ้าของงานต้องการควบคุมและตรวจสอบต้นทุนจริงของผู้รับเหมาอย่างละเอียด
    ดูเฉลย

    คำตอบ: ข้อ A — โครงการที่มีแบบและขอบเขตงานชัดเจนสมบูรณ์ก่อนเริ่มก่อสร้าง

    สัญญาราคาเหมารวมกำหนดราคาตายตัวจึงต้องใช้กับโครงการที่มีแบบและขอบเขตงานสมบูรณ์แล้ว ส่วนตัวเลือก B และ C เหมาะกับสัญญาต้นทุนบวกค่าดำเนินการ และ D ต้องใช้สัญญาที่เจ้าของงานตรวจสอบต้นทุนได้เช่น Cost Plus

  5. 5. ตามแนวคิดต้นทุนของอุบัติเหตุแบบภูเขาน้ำแข็ง (Iceberg Theory of Accident Cost) ต้นทุนทางอ้อม (Indirect Cost) เช่น การสูญเสียเวลาทำงาน ความล่าช้าของโครงการ และความเสียหายต่อขวัญกำลังใจ เมื่อเทียบกับต้นทุนทางตรง (Direct Cost) เช่น ค่ารักษาพยาบาลและค่าชดเชยแรงงาน มีลักษณะอย่างไร

    • A. ต้นทุนทางตรงมักมีมูลค่าสูงกว่าต้นทุนทางอ้อมมาก และเป็นต้นทุนส่วนใหญ่ของอุบัติเหตุ
    • B. ต้นทุนทางอ้อมมักถูกมองข้ามแต่ในความเป็นจริงมักมีมูลค่าสะสมสูงกว่าต้นทุนทางตรงที่มองเห็นได้ชัดเจน
    • C. ต้นทุนทางตรงและทางอ้อมมีมูลค่าเท่ากันเสมอในทุกกรณี
    • D. ต้นทุนทางอ้อมเกิดขึ้นเฉพาะเมื่อมีผู้บาดเจ็บถึงขั้นเสียชีวิตเท่านั้น
    ดูเฉลย

    คำตอบ: ข้อ B — ต้นทุนทางอ้อมมักถูกมองข้ามแต่ในความเป็นจริงมักมีมูลค่าสะสมสูงกว่าต้นทุนทางตรงที่มองเห็นได้ชัดเจน

    แนวคิดภูเขาน้ำแข็งชี้ว่าต้นทุนทางตรงเป็นเพียงส่วนเล็กที่มองเห็น ขณะที่ต้นทุนทางอ้อม เช่น ความล่าช้า การสูญเสียผลิตภาพ และขวัญกำลังใจ มักมีมูลค่าสะสมสูงกว่ามากแต่ประเมินได้ยาก องค์กรจึงควรป้องกันอุบัติเหตุเชิงรุกมากกว่ารอจ่ายเฉพาะต้นทุนทางตรง

ทำต่อแบบจับเวลา

ส่งแล้วเห็นคะแนนรายวิชาทันที ทุกข้อมีเฉลยพร้อมคำอธิบาย

เริ่มทำฟรี 12 ข้อ ไม่ต้องสมัคร →

ชุดรวมกว. สภาวิศวกร

10 ชุด · 976 ข้อ · จ่ายครั้งเดียว ฿199

ใช้ได้ตลอดสำหรับชุดที่มีในวันที่ซื้อ

ดูชุดรวม ฿199 →

ชุดซ้อมที่มีหัวข้อ Construction Management

หัวข้ออื่นในแนวข้อสอบ กว.

ดูแนวข้อสอบทั้งหมดได้ที่ หน้ากว. สภาวิศวกร